อเมริกากับการอัดฉีดเงิน เพื่อหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์

Pour-money

เวลาสภากำลังพิจารณารายจ่ายประจำปีงบประมาณ หากเป็นบ้านเราช่วงนี้จะเงินก้อนโตแค่ไหนก็ผ่านฉลุยแทบจะไม่มีการซักค้านกันเลย หรือหากมีก็ทำเป็นแค่พิธีเท่านั้นไม่ได้เป็นการซักฟอกอย่างจริงจังเท่าไร ต่างกับสหรัฐอเมริกาที่มีการซักฟอกกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดต่อประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดดุลจนเกินความจำเป็น อย่างไรก็ตามตอนนี้อเมริกาต่างต้องหันมาช่วยกันลงมติเพื่ออัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์รอบใหม่

ชัตดาวน์ คืออะไร

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การชัตดาวน์คืออะไร คำนี้มาจากกคำว่า Government shutdown อันหมายถึงการปิดตัวลงของหน่วยงานราชการที่ไม่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตประชาชน เนื่องจากว่างบประมาณยังไม่อนุมัติลงมาเลยทำให้หน่วยงานของรัฐขาดแคลนเงินสนับสนุน จึงต้องเปิดตัวลงชั่วคราวจนกว่ารัฐจะอุดหนุนเงินมาให้ จึงจะสามารถกลับมาเปิดใหม่ได้อีกครั้ง

รัฐบาลอัดฉีดเงินลงไปในกองทัพ

กลับมาว่ากันต่อ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แวดวงการเมืองสหรัฐค่อนข้างร้อนระอุทีเดียว เนื่องจากสมาชิกพรรคของเดโมแครต และ รีพลับรีกัน ที่เป็นวุฒิสภาได้ตกลงร่วมกันในการร่างงบประมาณก้อนใหม่ที่อัดฉีดลงไปในกองทัพ เงินก้อนนี้มโหฬารถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินก้อนโตสูงขนาดนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมีความกังวลว่าเทเงินไปให้กองทัพมากไปหรือเปล่า เทไปมากขนาดนั้นจะทำให้วินัยการคลังของสหรัฐเกิดปัญหาระยะยาวหรือไม่

รีบลงมติก่อนเจอ วิกฤติชัตดาวน์

อย่างไรก็ตามแม้จะมีเสียงคัดค้านจากภายนอกและภายในสภา แต่ทั้งหมดก็ต้องมาร่วมกันคิดหามติว่าสุดท้ายแล้วร่างงบประมาณทั้งสองฉบับนี้จะเอายังไงกันแน่ หากล่าช้าไปกว่านี้อาจจะทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเจอภาวะวิกฤติชัตดาวน์อีกครั้งหนึ่ง ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นแน่นอน แม้ร่างงบประมาณนี้จะทำให้สหรัฐขาดดุลงบประมาณ 1,000,000 ล้านดอลล่าร์ในอนาคตก็ตาม

ทรัมป์กับการหนุนกองทัพ

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ผู้นำสูงสุดของพวกเค้าก็ออกมาเน้นย้ำการอัดฉีดกองทัพในครั้งนี้ด้วย เค้ากล่าวผ่านทวิตเตอร์ว่า ทั้งรีพลับริกัน และ เดโมแครต้องสนับสนุนกองทัพของเรา และสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ยิ่งทำให้ การเมืองร้อนระอุขึ้นไปอีก หากไม่สนับสนุนหรือคว่ำร่างงบประมาณฉบับนี้ก็จะเป็นเหมือนการทำให้กองทัพด้อยค่าลง นี่คือสัญญาณของทรัมป์

ส่วนตัวมองว่า ยังไงซะร่างงบประมาณนี้ก็ต้องผ่านอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมี ส.ส.บางคนคัดค้าน และยกเรื่องการดูแลผู้อพยพมาตั้งแต่เด็กมาเป็นข้ออ้าง แต่เชื่อเหอะว่ายังไงเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องผ่านมาแล้วก็ผ่านไป การจะเข้าไปดูแลผู้อพยพอาจจะเป็นเรื่องรองหากมองจากวิกฤติการคลังที่สหรัฐจะต้องเจอในอนาคตอันใกล้นี้