เริ่มต้นวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์

economy-photo

ในช่วงที่วิกฤติเศรษฐกิจของโลกมีปัญหาส่งผลให้เกิดเรื่องต่างๆ ตามมามากมายจนประเทศมหาอำนาจของโลกทั้งหลายจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งการแก้ไขปัญหานั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละกลุ่มคนที่เข้ามามีบทบาทในช่วงเวลานั้นๆ ว่าจะสามารถหาวิธีในการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ เป็นตัวอย่างชั้นดีหากใครที่คลุกคลีในแวดวงเศรษฐกิจ การเงิน คงรู้จักและเข้าใจแต่ถ้าหากใครยังไม่รู้จักก็ลองมาทำความรู้จักกันได้เลย

เรียนรู้วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์

วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ หรือ วิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ ส่วนประเทศไทยจะเรียกกันติดปากว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (Subprime Mortgage Crisis) เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาอย่างชัดเจนในช่วงปี พ.ศ. 2550 – 2551 ปัจจัยสำคัญของวิกฤติที่ว่านี้ก็คือการขาดความคล่องตัวของตลาดสินเชื่อจากทั่วโลกและตัวระบบธนาคารลดลง สาเหตุหลักของการเกิดวิกฤติดังกล่าวมาจากการซบเซาของตลาดด้านอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ การกู้ยืมกับการให้กู้ยืมมีความเสี่ยงสูง พร้อมกับระดับหนี้สินของบริษัทและบุคคลสูงเกินไปทำให้วิกฤตินี้ค่อยๆ เกิดขึ้นมาและมีผลต่ออีกหลายชั้นก่อนค่อยๆ เผยให้เห็นถึงความอ่อนแอของระบบการเงินและระบบการควบคุมเงินจากทั่วโลก จุดเริ่มต้นของวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์เกิดมาจากภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ แตก พร้อมกับการชำระหนี้ผิดนัดของ สินเชื่อซับไพรม์กับสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 – 2549 ผู้ยืมได้มีการกู้ยืมสินเชื่อเกินกว่ากำลังของตนเองโดยมีความคิดว่าตนเองจะสามารถปรับโครงสร้างเงินกู้ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากในตลาดเงินนั้นมีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่ำลง ด้านของผู้ปล่อยกู้เองก็สร้างข้อเสนอที่จูงใจในการกู้ยืมมากขึ้น อาทิ เงื่อนไขในการกู้เบื้องต้นง่ายกว่าเดิมพร้อมกับแนวโน้มราคาบ้านสูงขึ้น แต่เอาเข้าจริงการปรับโครงสร้างเงินกู้กลับทำได้ยากเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้นส่วนราคาบ้านค่อยๆ ต่ำลง ในปี พ.ศ. 2549 – 2550 หลายพื้นที่ของสหรัฐฯ เกิดการผิดชำระหนี้พร้อมการยึดทรัพย์มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเห็นได้ชัดเจนตอนที่หมดเงื่อนไขเบื้องต้นแบบง่ายๆ แต่ราคาบ้านกลับไม่สูงอย่างที่คาดแต่อัตราดอกเบี้ยเริ่มลอยตัวสูงขึ้น ทำให้การยึดทรัพย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดตั้งแต่ปลายปี 2549 ก่อนปัญหาการเงินจะแพร่กระจายไปทั่วโลกในปี 2550 – 2551

ผลกระทบของวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ยังสอดคล้องกับปัญหาสินเชื่อดึงตัว ความกังวลเรื่องความคล่องตัวทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องมีการแทรกแซงด้วยการวางแผนฟื้นฟูบริษัททางการเงินเพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้กู้ยืมที่น่าเชื่อถือสามารถทำการยืมเงินได้เป็นไปตามปกติ เป็นวิกฤติที่หนักหนาสาหัสในช่วงนั้นอยู่ไม่น้อยทีเดียว